7 ขั้นตอนการเลือกโคมไฟที่เจ้าของบ้านไม่ควรพลาด !

วันนี้เพื่อให้การเลือกโคมไฟของคุณง่ายขึ้น เพื่อให้ได้โคมไฟที่สวยและคู่ควรที่จะอยู่ในบ้านของคุณ เราจะมาเผยเคล็ดลับและขั้นตอนง่ายๆที่จะทำให้คุณได้สิ่งที่ดีและเหมาะสมกับบ้านแสนสุขของคุณกับ 7 ขั้นตอนการเลือกโคมไฟที่เจ้าของบ้านไม่ควรพลาด !


1. สไตล์การตกแต่ง ( Style )

ก่อนที่เราจะเลือกโคมไฟเข้ามาตกแต่งในแต่ละห้องนั้น เราควรที่จะคำนึงถึงการตกแต่งโดยรวม หรือ theme ของบ้านเราซะก่อนว่าจะออกมาในแนวไหน ไม่ว่าจะเป็นแนว โมเดิร์น คลาสสิก คอนเทมโพรารี่ หรือลักชูรี่ เราก็ควรจะกำหนดให้ชัดเจนซะก่อน ซึ่งหลังจากที่เราได้กำหนดเรียบร้อยแล้ว เราจึงค่อยเลือกโคมไฟของเราให้เข้ากับ style นั้นๆไป วิธีนี้อย่างน้อยๆที่สุดจะทำให้บ้านคุณออกมาสวยขึ้น 50% โดยทันที


ตัวอย่างบ้านที่ต้องการ identity และความ modern ในตัว จึงเลือกโคมสีทองที่มีรูปทรงโดดเด่นมาประดับเหนือโต๊ะกินข้าว


2. ติดตรงไหนและอยากส่องอะไร

ใช่แล้ว การที่เรารู้ก่อนว่าเราจะเลือกไปติดตรงไหนและไว้ส่องอะไรก็จะทำให้เราเลือกโคมไฟได้ง่ายขึ้นนั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น หากพื้นที่ๆเราจะติดคือที่ครัวทำอาหาร เพื่อส่องสว่างเวลาเราทำกับข้าวแล้วละก็ การตัดสินใจเลือกใช้ก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในกรณีนี้อาจจะเป็นการใช้ Aluminum profile ผสมกับ Striplight ติดใต้ตู้เหนือหัวที่ครัวเพื่อให้ได้ไฟส่องสว่างลงมาตรงพื้นที่ทำอาหารก็เป็นตัวเลือกที่ดี หรือ อีกตัวอย่างหากเราต้องการติดไฟห้องแต่งตัว เราก็ควรเลือกไฟกิ่งหรือไฟติดผนัง ที่สามารถให้แสงส่องตรงมาบนหน้าเราเพื่อที่เราจะได้ดูชัดๆเวลาแต่งหน้าและ ไม่มีมุมมืดเหมือนการใช้ดาวไลท์ในการให้แสงจากด้านบนเพียงอย่างเดียว นั้นเอง


เมื่อเรารู้ว่าเราจะส่องกระจก แสงจากโคมไฟผนังจะทำให้เรามองหน้าได้ชัดกว่าและจะไม่มีเงามืดบนหน้าที่มาจากการส่องของดาวไลท์เพียงอย่างเดียว



3. ขนาดสำคัญความสูงก็เช่นกัน

แน่นอนคุณคงไม่อยากใช้โคมไฟแชนเดอร์เรียใหญ่สูงเป็น 2-3 เมตร กับห้องคอนโดที่มีฝ้าต่ำเป็นแน่ และคุณก็ไม่อยากใช้โคมไฟที่เล็กเกินมาติดที่โถงบันไดเพียงชิ้นเดียวเพราะมันจะทำให้ความยิ่งใหญ่ของโถงบันไดคุณดูอ่อนค่าลงไปมากเลยทีเดียว ฉะนั้นการเลือกขนาดโคมไฟที่เหมาะสมย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องความสูงนั้นก็เช่นกัน หากเป็นสมัยก่อนการติดโคมไฟคือติดให้สูง เอาให้พ้นหัวเดินไม่ชนเป็นพอ จึงทำให้หลายๆที่อย่างเช่นโต๊ะกินข้าวดูไม่สวยด้วยวิธีการแบบเมื่อก่อน ซึ่งสมัยนี้ โคมไฟถือเป็นเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นที่ไว้ตกแต่งบ้านและเติมเต็มพื้นที่ ทำให้บ้านดูสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งเราจำเป็นต้องห้อยโคมไฟลงมาอยุ่ในระดับสายตาที่มองเห็น เพื่อที่โคมไฟนี้จะได้ทำหน้าที่ในการตกแต่งห้องไปด้วยนั้นเอง แต่ปัญหาอยู่ที่หากห้องสูงเกินไปก็จะมองไม่เห็นและดูไม่สมส่วน หากห้อยต่ำเกินไปคนก็เดินชนได้ ฉะนั้นวันนี้เราจะเอาเทคนิคลับง่ายๆที่นักออกแบบระดับโลกใช้เพื่อให้งานออกแบบเค้าออกมาสมบูรณ์ โดยที่คุณเองก็สามารถนำไปใช้ได้ง่ายๆ มาดูกันเลย


3.1 หากเลือกใช้โคมไฟขนาดเล็กเหนือ ไอแล่น หรือที่เตรียมกับข้าว ซึ่งบ้านสมัยใหม่นิยมใช้มากขึ้นเยอะ , หลักการง่ายๆคือ เราสามารถใส่โคมไฟขนาดเล็กที่กว้าง 20 - 40 cm ได้ 2 ถึง 3 โคม แล้วแต่ความยาวของ ไอแล่นเรา และด้านล่างสุดของโคมไฟควรมีความสูงอยุ่เหนือด้านบนสุดของโต๊ะ ไอแล่น ที่ 75 - 90cm นั้นเอง (หรือในหลายๆครั้งจะสูงจากพื้นประมาณ 180cm) ( ทั้งนี้ทั้งนั้นหากบ้านมีฝ้าเพดานที่สูงขึ้นก็อาจจะขยับสูงขึ้นได้ตามความเหมาะสม )


3.2 หากเลือกใช้โคมไฟแนวสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือโคมไฟที่มีขนาดใหญ่ ติดตั้งเหนือ ไอแล่น เราควรเลือกขนาดของโคมไฟที่ความยาวครึ่งนึงถึงสองในสาม ( 1/2. - 2/3 ) ของความยาวไอแล่นเรา ไม่ควรยาวเกิน 2/3 โดยเด็ดขายเพราะจะทำให้ห้องดูทึบจนเกินไป และด้านล่างสุดของโคมไฟควรมีความสูงอยุ่เหนือด้านบนสุดของโต๊ะ ไอแล่น ที่ 75 - 90cm นั้นเอง (หรือในหลายๆครั้งจะสูงจากพื้นประมาณ 180cm) ( ทั้งนี้ทั้งนั้นหากบ้านมีฝ้าเพดานที่สูงขึ้นก็อาจจะขยับสูงขึ้นได้ตามความเหมาะสม )



3.3 สำหรับการเลือกโคมไฟขนาดใหญ่ 1 ชิ้น ติดตั้งเหนือโต๊ะกลมนั้น เราควรเลือกโคมไฟที่มีลักษณะกลมเช่นกัน หรือ โคมไฟที่ไม่เป็นฟอร์มสี่เหลี่ยมผืนผ้าซะทีเดียว โดยขนาดของโคมไฟควรมีความยาวครึ่งนึงถึงสองในสาม ( 1/2. - 3/4 ) ของความยาวไอแล่นเรา ไม่ควรยาวเกิน 3/4 โดยเด็ดขายเพราะจะทำให้ห้องดูทึบจนเกินไป และด้านล่างสุดของโคมไฟควรมีความสูงอยุ่เหนือด้านบนสุดของโต๊ะ ที่ 75 - 90cm นั้นเอง (หรือในหลายๆครั้งจะสูงจากพื้นประมาณ 180cm) ( ทั้งนี้ทั้งนั้นหากบ้านมีฝ้าเพดานที่สูงขึ้นก็อาจจะขยับสูงขึ้นได้ตามความเหมาะสม )



3.4 สำหรับการเลือกโคมไฟแบบกลม ให้เข้ากับโต๊ะทานข้าวแบบสี่เหลี่ยมนั้น หลักการง่ายๆคือ เราควรติดโคมไฟจากกึ่งกลาง และขนาดของโคมไฟควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่เล็กกว่าความกว้างของโต๊ะทานข้าวประมาณ 20 - 30ซม นั้นเอง และด้านล่างสุดของโคมไฟควรมีความสูงอยุ่เหนือด้านบนสุดของโต๊ะที่ 75 - 90cm นั้นเอง (หรือในหลายๆครั้งจะสูงจากพื้นประมาณ 180cm) ( ทั้งนี้ทั้งนั้นหากบ้านมีฝ้าเพดานที่สูงขึ้นก็อาจจะขยับสูงขึ้นได้ตามความเหมาะสม ) ซึ่งสำหรับโต๊ะอาหารแบบยาว เราควรจะติดโคมไฟแบบกลมนี้ 2 ถึง 3 ชุด ตามความเหมาะสม ของโต๊ะนั้นเอง


3.5 สำหรับการใช้โคมไฟแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือแบบยาว เราจะใช้หลักการเดียวกับการติดตั้งเหนือ ไอแล่น เราควรเลือกขนาดของโคมไฟที่ความยาวครึ่งนึงถึงสองในสาม ( 1/2. - 2/3 ) ของความยาวโต๊ะทานข้าวเรา ไม่ควรยาวเกิน 2/3 โดยเด็ดขายเพราะจะทำให้ห้องดูทึบจนเกินไป และด้านล่างสุดของโคมไฟควรมีความสูงอยุ่เหนือด้านบนสุดของโต๊ะทานข้าว ที่ 75 - 90cm นั้นเอง (หรือในหลายๆครั้งจะสูงจากพื้นประมาณ 180cm) ( ทั้งนี้ทั้งนั้นหากบ้านมีฝ้าเพดานที่สูงขึ้นก็อาจจะขยับสูงขึ้นได้ตามความเหมาะสม )



3.6 สำหรับโคมไฟตรงทางเดิน จุดต่ำสุดของโคมไฟควรติดสูงจากพื้นอย่างน้อย 210ซมเพื่อให้ทุกคนสามารถเดินผ่านได้โดยไม่ชน และที่สำคัญควรเช็คว่าตำแหน่งที่ติดนั้นจะไม่โดนประตูชนเวลาเปิดใช้งานประตูโดยเด็ดขาด


4. แสงไฟที่ควรใช้

การเลือกแสงไฟสำหรับใช้ในแต่ละห้องก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแสงแต่ละสีนั้นจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยแสงแต่ละสีจะมีอุณหภูมิแสงที่แตกต่างกัน ดังรูปด้านล่างนี้


โดยแสงสีขาว หรือ Daylight จะมีอุณหภูมิแสงที่ 6000K - 6500K แต่การเลือกแสงที่ 6000K จะได้แสงที่ออกขาวกว่าและให้ความรู้สึกสว่างกว่า เหมาะแก่การทำงานหรือการใช้สายตา พื้นที่ๆเป็นโรงเรียน ออฟฟิตทำงาน โรงงานก็จะเหมาะมาก ส่วนแสง 6500K นั้นจะออกสีขาวอมฟ้าซึ่งจริงๆแล้วจะดูไม่สวยเท่า เราจึงแนะนำที่ 6000K


ต่อมาแสงวอร์มไวท์ Warmwhite จะมีอุณหภูมิแสงที่ 2700K - 3000K แต่เราควรเลือกแสงที่ 3000K เพราะว่าคุณจะได้แสงที่ใกล้เคียงกับแสง Halogen มากกว่า ความนวลของแสงและความสบายตาที่มากกว่า แสงวอร์มไวท์จะให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย และอบอุ่น เหมาะแก่การใช้ภายในบ้านพักอาศัย และห้องนอน ส่วนแสง warmwhite ที่ 2700K นั้น เราไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะว่าแสง 2700K ของ LED แสงจะออกสีส้มจนเกินไป ทำให้รู้สึกหนักและส้มจนเกินไป โดยที่คนส่วนมากไม่เคยคิดว่าความต่างนิดหน่อยนี้จะทำให้แสงในบ้านและความรู้สึกที่ได้รับแตกต่างอย่างมาก ฉะนั้นเทคนิคที่ดีคือการเลือกใช้แสง 3000K สำหรับ Warmwhite นั้นเอง


สุดท้ายแสงคูลไวท์ Coolwhite จะมีอุณภูมิแสงที่ 4000K - 4500K โดยแสงคูลไวท์จะมีโทนสีกึ่งกลางระหว่าง แสง เดย์ไลท์และวอร์มไวท์นั้นเอง โดยแสงคูลนั้นจะออกสีขาวอมชมพูนิดหน่อย ให้ความรู้สึกสบายตา และสว่าง ส่วนมากจะเห็นได้เยอะในห้างสรรพสินค้าต่างๆ แต่ว่าแสงคูลนั้นมีข้อเสียอยู่อย่างเดียวคือหาซื้อหลอดได้ยาก เพราะหลายๆร้านไม่ได้มีสต๊อกเก็บไว้ เวลาหลอดเสียจึงอาจจะหาซื้อยากนิดหน่อย ยกเว้นร้านเราที่ซื้อมาประจำก็จะมีของและสามารถสั่งได้ตลอดโดยไม่ต้องกังวล


5. ต้องการห้องสว่างหรือมืดกันแน่?

แน่นอนว่าแต่ละห้องนั้นและการดีไซน์แต่ละแบบนั้น เราต้องการใช้ความสว่างที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน หากสไตล์การแต่งบ้านของเรานั้นเน้นไปในโทนมืด เราก็ควรเลือกใช้หลอดไฟดาวไลท์ที่เป็นจำพวก MR16 และเลือกใช้หลอดกำลังไฟที่ไม่มากจนเกินไปซึ่งอาจจะใช้ 5w - 7w กำลังดี หากต้องใช้งาน tracklight ด้วยแล้วก็เลือก tracklight ที่ 12W ก็น่าจะพอเหมาะเช่นกัน ส่วนห้องที่ต้องการแสงสว่างอย่างทั่วถึงนั้น หรือห้องที่ต้องการความสว่างทั่วๆ ชัดๆ ก็อาจจะเลือกใช้โคมไฟดาวไลท์ที่เป็นแนวใส่หลอดขั้วเกลียว E27 และเลือกกำลังไฟที่ 8W -12W - 15W ตามความสว่างที่ต้องการ.


ฉะนั้นอย่าลืมจากข้อที่ 1 คือ สไตล์การแต่งบ้านนั้นสำคัญ ความสว่างที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เราดึงความโดดเด่นของสไตล์การแต่งบ้านเราออกมาได้อย่างเต็มที่นั้นเอง



6. ซื้อกับร้านที่มีมาตรฐานและเซอร์วิสที่ดี ไม่เสียใจกับเหตุการณ์ภายหลัง

เราอยากจะบอกถึงข้อสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามที่คนส่วนใหญ่อาจทำพลาดแล้วต้องมานั้งปวดหัวทีหลัง การซื้อโคมไฟเราควรเลือกซื้อกับร้านที่มีหน้าร้าน มีโชว์รูมและมีมาตรฐานหน้าเชื่อถือ มีของให้ดูเช็คคุณภาพก่อนซื้อได้ อีกทั้งยังมีประวัติการขายที่ยาวนานต่อเนื่อง เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะว่าร้านที่มีมาตรฐานเหล่านี้จะขายสินค้าที่มีมาตรฐานให้กับคุณได้ สินค้าโคมไฟนั้นจะอยู่กับเราไปอีกเป็น 5ปี 10ปี หรือ 20ปี ก็ว่าได้ ฉะนั้นคุณควรซื้อจากร้านที่มีการรับประกันโคมไฟ มีบริการหลังการขายที่ดีและง่ายจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก ในบางกรณีเกิดมีสินค้าแตกระหว่างติดตั้งเราก็ยังสามารถซื้ออะไหล่มาซ่อมได้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อสินค้าใหม่ทั้งชิ้น บางคนทำพลาดที่ไปซื้อสินค้า preorder มาสุดท้ายรอมาตั้งนานแต่ของจริงกลับไม่ตรงปกก็มีปัญหาตามๆกัน บางคนซื้อจากร้านที่ไม่มีหลักแหล่งก็โดนยัดของไม่มีคุณภาพสุดท้ายเกิดอาการสีลอก สีด่างทำให้โคมไฟดูไม่สวยแล้วก็ต้องซื้อใหม่ภายใน1ปีก็มีให้เห็นเยอะไป

ฉะนั้นหากเราเลือกซื้อจากร้านที่ดี มีมาตรฐานและยิ่งมีของให้เราสามารถเข้าไปดูสินค้าที่โชว์รูมได้แล้วย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะเราจะได้เห็นของก่อนที่เราจะซื้อและสบายใจว่าจะได้ในสิ่งที่เห็น จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องรูปไม่ตรงปก นั้นเอง


ตัวอย่างร้านที่มีมาตรฐาน โชว์รูมสวย พร้อมของจริงที่โชว์อยู่ มั่นใจได้ว่าจะได้โคมไฟที่สวยจริงและคุณภาพดี



โปรเวิร์ค จำหน่ายโคมไฟ ประสบการณ์กว่า 25ปี มีสาขากว่า 15สาขาทั่วประเทศ คัดโคมไฟคุณภาพมาให้คุณ ซื้อกับร้านแบบนี้สบายใจได้แน่ หากคุณมีปัญหาเค้ายกร้านหนีคุณไม่ได้แน่นอน มีการรับประกันและบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ ดูสาขาใกล้บ้านคุณคลิ๊กที่นี่


7. แบบเปลี่ยนกันได้ และ สิ่งที่คุณชอบสำคัญที่สุด !

ในหลายๆครั้งนักออกแบบเองก็ทำแบบ perspective รูปห้องออกมาให้เราดูแต่ตัวโคมไฟและเฟอร์นิเจอร์เองในหลายๆครั้งก็เป็นสิ่งที่นักออกแบบสร้างขึ้นมาเอง โดยที่อาจจะไม่มีจำหน่ายอยู่ก็เป็นไปได้ ซึ่งสิ่งที่เราควรรู้ก็คือเราสามารถเลือกเปลี่ยนแบบโคมไฟเองได้ ! การที่จะหาซื้อโคมไฟแบบที่เหมือนเป๊ะกับในแบบที่เราได้รับจากนักออกแบบภายในหรือ interior designer อาจจะยากและวิธีที่จะทำให้เหมือนเป๊ะเลยก็คือการสั่งผลิตโคมไฟ custom made lamp ขึ้นมา แต่วิธีนี้จะมีราคาที่แพงเอามากๆ ยกตัวอย่างเช่นหากเราต้องการสั่งทำโคมไฟผนังในแบบของเราที่ 6 ชิ้น แต่การสั่งผลิตต้องขึ้นรูป ขึ้นอุปกรณ์เฉพาะที่จะทำแบบของเราได้ ค่าใช้จ่ายก็เลยแพงมากเมื่อเฉลี่ยกับจำนวนแค่ 6ชิ้น แต่ในทางกลับกัน หากเราสั่งผลิตโคมไฟสำหรับโรงแรมที่ 400 ชิ้น ต้นทุนที่ถูกเฉลี่ยออกไปก็จะถูกลงอย่างมาก ทำให้สามารถจะสั่งผลิตโคมไฟได้ในราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก เพื่อให้ได้ไอเดียว่าราคาจะตกประมาณเท่าไหร่ การสั่งผลิตโคมไฟจำนวนน้อยนั้นอาจจะต้องทำใจว่าราคาที่ได้อาจจะแพงกว่าโคมไฟในแบบมาตรฐานที่ร้านไฟฟ้าจำหน่ายประมาณ 3 เท่าขึ้นไปโดยเฉลี่ย แต่แน่นอนทั้งนี้ทั้งนั้นควรสอบถามร้านค้าที่จำหน่ายโคมไฟซะก่อน เพราะว่าราคาอาจจะเปลี่ยนไปตามความยากง่ายของโคมไฟเช่นกัน ฉะนั้นเราจึงควรจำไว้เสมอว่าเราสามารถที่จะเปลี่ยนแบบโคมไฟได้เสมอ ซึ่งการที่เราเลือกแบบที่มีอยู่แล้วจะทำให้เราได้เห็นของจริงก่อน และได้ของเร็วกว่าการสั่งผลิตอย่างแน่นอน

แต่หากว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราแล้วหล่ะก็ การสั่งผลิตให้ตรงแบบก็อาจเป็นตัวเลือกที่ทำได้เช่นกัน



สำหรับแบบของโคมไฟ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม สุดท้ายเราควรจะชอบโคมไฟที่เรากำลังจะซื้อเท่านั้น ! และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการซื้อโคมไฟ เพราะเราต้องอยู่กับโคมไฟไปอีกเป็น 10ปี ฉะนั้นหากเราไม่ได้ชอบมันแล้ว การที่เราต้องเห็นโคมไฟตัวนี้ทุกๆวันก็อาจจะไม่ใช่อะไรที่ดีนัก ฉะนั้นหากเราลองดูแบบสินค้าที่มีอยู่แล้วเกิดชอบแบบนี้ขึ้นมา สิ่งที่เราควรทำก็คือ


A) นำแบบโคมไฟที่เราชอบ และเราเลือกแล้วไปปรึกษากับนักออกแบบหรือดีไซน์เนอร์ (interior designer) ดูว่าแบบนี้เข้ากับบ้านเราหรือไม่

หากผู้ออกแบบภายใน ok และเป็นแบบที่เราชอบก็ให้เลือกซื้อโคมไฟกับที่ร้านจำหน่ายได้เลย

หากผู้ออกแบบภายใน คิดว่าไม่เข้ากับสไตล์การแต่งบ้านหลัก ให้เราลองหาดูแบบอื่นๆดูเพื่อเช็คกับทางดีไซน์เนอร์ ว่าเข้ากับแบบบ้านหรือไม่


B) หากงบประมาณในการตกแต่งไม่ใช่ปัญหา เราก็สามารถเลือกที่จะทำโคมไฟสั่งผลิตได้เลย โดยที่เราสามารถปรึกษากับทางผู้ออกแบบก็ได้ว่ามีแบบของตัวโคมไฟมาให้ไหม หรือหากไม่มีก็สามารถให้ทางร้านที่มีประสบการณ์ด้านโคมไฟอย่างโปรเวิร์คมาช่วยเหลือเราก็ได้เช่นกัน


เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้เราก็จะมั่นใจได้ว่าโคมไฟที่เข้ามาอยู่ในบ้านของเราจะทำให้บ้านเราสวยขึ้นอีก 100% อย่างแน่นอน

สอบถามเกี่ยวกับการสั่งผลิตโคมไฟจากร้านที่มีมาตรฐานดี พร้อมประกันสินค้าคลิ๊ก add line ด้านล่างได้เลย :




หากท่านใดอยากหาที่ปรึกษา ในการเลือกซื้อโคมไฟ ขอแนะนำ Prowork ผู้เชี่ยวชาญด้านโคมไฟ และ มีโคมไฟให้เลือกมากที่สุดในประเทศ สามารถ แวะชมได้ที่ www.prowork.co.th หรือสาขาใกล้บ้านคุณ Prowork Unlock Your Lighting Imagination

เลือกชมโคมไฟคุณภาพดี กับสไตล์ที่โดดเด่น ในราคาสบายกระเป๋า คลิ๊ก:

#Homedeco #decorative #design #Interior #โคมไฟแต่งบ้าน #LoftLight #Lighting #furniture #idea

#Lamp #โคมไฟ #โคมไฟลอฟ #โคมไฟวินเทจ #โคมไฟเพดาน #โคมไฟสวย #โคมไฟหรู #โคมไฟผนัง #โคมไฟตั้งโต๊ะ #chandelier #โคมไฟแชนเดอร์เรีย #โคมไฟโมเดิร์น #modernlamp #luxury #โคมไฟดาวไลท์ #downlight #โคมไฟสั่งผลิต #custommadelamp

ขอบคุณภาพจาก : issoevm.wordpress.com , circalighting.com